บทที่ 4 ทฤษฎีการเรียนรู้พุทธิปัญญา
สรุปเรื่อง Inside out
Inside
Out ถือได้ว่าเป็นการ์ตูนที่มีความสร้างสรรค์และชาญฉลาดเรื่องหนึ่งในรอบหลายๆปีเลยก็ว่าได้
เพราะจะว่าไปแล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังนั้นเป็นการนำเสนอแง่มุมทางจิตวิทยาของมนุษย์ซึ่งผ่านการคิดในการดัดแปลง
“อารมณ์” ให้กลายมาเป็นตัวการ์ตูนทั้งห้าอันประกอบไปด้วย จอย ตัวแทนแห่งความสุข เป็นสีเหลืองอ่อน
, แซดเนส ตัวแทนแห่งความเศร้า ถูกแทนด้วยสีฟ้า , เฟียร์ ความกลัว แทนด้วยสีม่วง , แองเกอร์ตัวแทนความโกรธ
แทนด้วยสีแดง และดิสกัส ตัวแทนความขยะแขยงแทนด้วยสีเขียว
จอย
มีหน้าที่สำคัญเป็นทั้งผู้เล่าเรื่องของหนัง
อีกทั้งเธอยังเป็นหัวหน้าทีมอารมณ์ที่ต้องคอยดูแลสี่อารมณ์ที่เหลือพร้อมทั้งเป็นคนออกแบบความรู้สึกให้กับตัวไรลีย์ด้วย
หนังใช้วิธีเปิดเรื่องมาด้วยการอธิบายฟังก์ชั่นการทำงานของอารมณ์แต่ละตัว
หน้าตาที่การตอบสนองของพวกเขากับปฏิกิริยาในการแสดงออกทางพฤติกรรมของไรลีย์ ไม่ว่าจะเป็นการหัวเราะ
ระวังภัย ร้องไห้ ขยะแขยง หรือโมโหเวลาเธอไม่ได้ดั่งใจ โดยความทรงจำในแต่ละวันของเธอนั้นจะถูกจัดเก็บอยู่ในลูกแก้วทรงกลมเรืองแสงได้
และจะมีสีตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นในสภาวะตอนนั้น
ก่อนที่บรรดาลูกแก้วเหล่านี้จะได้รับการจัดการไปเก็บอยู่ในพื้นที่กว้างใหญ่อันเรียกว่าเป็นคลังความทรงจำ
ซึ่งอยู่ไกลออกไปจากศูนย์บัญชาการแห่งนี้
แต่แล้วเหตุการณ์ก็เริ่มแปรปรวนเมื่อไรลีย์ย้ายบ้านจากมินิโซต้า
ไปยังซานฟรานซิสโก ส่งผลให้อารมณ์ของเธอแปรปรวนอย่างหนัก
สอดคล้องกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในสมองของไรลีย์ด้วย เมื่อจอย และแซดเนสโดนดูดเข้าไปในท่อส่งความทรงจำไปยังสถานที่เก็บความทรงจำ
ระหว่างทางในการผจญภัยนอกศูนย์บัญชาการนี่เองทำให้จอย
,
แซดเนส และผู้ชมได้พบเจอการทำงานของสมองและพื้นที่ที่เราไม่เคยรู้
แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะจับใจผู้ชมมากที่สุด
ก็คือเรื่องราวของตัวละครเพื่อนในจินตนาการยามเด็กอย่าง บิงบอง
ซึ่งคนดูผู้ใหญ่ทุกคนที่เคยผ่านชีวิตในวัยเด็กคงมีเพื่อนในจินตนาการกันทุกคน
แต่พวกเขาก็จะหายไปจากความทรงจำของพวกเรายามที่เราเติบโตขึ้น
และตัวละครนี้ก็ยังคงอยู่ในก้นบึ้งของความทรงจำ
“ที่เราไม่อาจจะหวนนึกถึงพวกเขาได้อีก” ซึ่งสอดรับกับเหตุการณ์ในหนังที่
“น่าสะเทือนใจ” ในการช่วยเหลือ “จอย” ให้กลับไปศูนย์บัญชาการได้นั่นเอง
สิ่งที่ได้จากหนังเรื่องนี้
1.
ความเปลี่ยนแปลงคือธรรมชาติของชีวิต ทำให้รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของชีวิต ชีวิตมันย่อมเต็มไปด้วยความหมุนเวียนเปลี่ยนแปลง
2. ความสุขไม่ใช่การเริงร่าอยู่ตลอดเวลา
เพราะชีวิตที่มีแต่ความรื่นรมย์อยู่ตลอดเวลานั้นไม่เคยมีอยู่จริง
3. ความเศร้าสอนให้เราเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
เพราะคนเศร้ามักจะเป็นคนที่ชอบคิดใคร่ครวญอะไรต่างๆ อยู่ในใจเสมอ และนั่นก็ทำให้ Sadness
มีความเข้าอกเข้าใจในพื้นที่ต่างๆ ภายในจิตใจของไรลีย์ดีกว่าใคร
4.
สอนให้เรารู้ว่าความสุขมักจะปนมากับความเศร้าอยู่เสมอ เช่นเดียวกับไรลีย์
ที่เมื่อเขาย้อนกลับไปคิดถึงอดีตในมินนิโซต้า แม้ว่ามันจะทำให้เธอมีความสุข
แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าที่ต้องจากเพื่อนๆ
และเมืองที่เธอรักไป
5.
เมื่อไหร่ก็ตามที่เรา ‘ตัดสินใจ’ ด้วย ‘ความโกรธ’
มันก็มักจะนำไปสู่สถานการณ์เลวร้าย ที่บางครั้งก็ยากเกินกว่าจะแก้ไข ฉะนั้นก่อนที่เราจะทำอะไรควรคิดไตร่ตรองให้ดีก่อน
ความเกี่ยวข้องกับทฤษฎี
1.
จีน เพียเจท์ (Jean Piaget) เป็นนักชีววิทยาชาวสวิสเซอร์แลนด์
แต่มีความสนใจศึกษาทางด้านจิตวิทยา
โดยเฉพาะในด้านกระบวนการพัฒนาทางสติปัญญาของเด็กตั้งแต่วัยแรกเกิดจนถึงวัยรุ่น
จากหนัง ไรลีย์ เมื่อเขาลืมตาดูโลกขึ้นมาจะเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมภายนอก
ในภายในไรลีย์จะมีระบบจัดเก็บรวบรวมกระบวนการต่างๆอย่างต่อเนื่อง
และมีการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับภายนอก
มีทั้งการซึมซาบประสบการณ์และการตีความต่างๆ
2. ทฤษฎีการเรียนรู้โดยการค้นพบของบรูเนอร์ (Bruner) บรูนเนอร์เชื่อว่า
การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
ซึ่งนำไปสู่การค้นพบการแก้ปัญหา จากหนัง ไรลีย์จะแสดงพัฒนาการทางสมองด้วยการกระทำ
และดำเนินต่อไปเรื่อยๆตลอดชีวิต เรียกว่า Enactive Mode เป็นวิธีการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
โดยการจับต้อง เช่น ผลัก ดึง จับ การเล่นกีฬาของไรลีย์
นอกจากใช้ประสาทสัมผัสแล้วเด็กยังสามารถถ่ายทอดด้วยภาพในใจของเค้า เมื่อไรลีย์สามารถที่จะสร้างจินตนาการได้
เด็กก็สามารถรับรู้สิ่งต่างในโลกได้ด้วยการใช้ Iconic Mode
3.
ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของอองซูเบล (Ausubel) ออซูเบลกล่าวไว้ว่าการเรียนรู้จะมีความหมายแก่ผู้เรียน
หากการเรียนรู้นั้นสามารถเชื่อมโยงกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่รู้มาก่อน หลักการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้ คือ
มีการนำเสนอความคิดรวบยอดหรือกรอบมโนทัศน์ จากหนังตอนที่มีตัวการ์ตูนที่เป็นเสมือนคนดูแลความสะอาดในเรื่องของความทรงจำถ้าความทรงจำไหนไม่เป็นประโยชน์ก็จะถูกทิ้งลงถังขยะไป
ก็เปรียบเสมือนคนเราตามทฤษฎีของออซูเบล
ที่กล่าวว่าถ้าสิ่งนั้นไม่สร้างความหมายให้ต่อผู้เรียนสิ่งนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น